ธุรกิจน่าสนใจ

ผู้ทวีปัญญา Multipliers ในสังคมเรา ๆ

“Multipliers” เป็นหนังสือเกี่ยวกับหัวหน้า การจัดการคน บริหารคน เขียนโดย Liz Wiseman แล้วก็ Greg McKeown แปลเป็นอิสระชื่อ บริหารแบบหัวหน้า สร้างคนให้เป็นอัจฉริยะ” โดยคำว่า Multipliers ในเล่มนี้แปลไว้ว่า ผู้ทวีปัญญา” หรือ หัวหน้าแบบทวีปัญญา” เป็นหนังสือที่ดีเยี่ยมเล่มหนึ่ง

ก็ตามเกิดเรื่องบังเอิญที่ในเวลา ใกล้ๆกันผมอ่านหัวข้อนี้ต่อจาก Mindset โดย Carol Dweck ซึ่งก็ชอบใจ และก็มีแก่นแนวความคิดที่ไม่ได้ต่างอะไรกันนัก แม้กระนั้นสำหรับ Multipliers เป็นหนังสือย้ำไปในทางการเป็นหัวหน้า เมื่อผมทดลองเอามาประยุกต์ และก็ตั้งดู กลับต้องมาพบว่าอาจมีปัญหากับสังคมไทยบางประการ..

ย้อนไปที่หนังสือกันก่อน คนเขียนเล่มนี้ได้วัตถุดิบมาจากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัย แล้วก็สรุปพินิจพิจารณาออกมาว่าหัวหน้ามีสองชนิดหมายถึงผู้บ่อนทำลายสติปัญญา (Diminishers)” รวมทั้ง ผู้ทวีปัญญา (Multipliers)” ซึ่งมีความตรงผ่านกันแจ่มกระจ่าง แต่ข้อคิดเห็นหนึ่งของหนังสือเล่มนี้เป็น เหล่าหัวหน้า หรือ รายนามหน่วยงานด้านหลังเล่ม เกินครึ่งเป็นบริษัทโด่งดัง แล้วก็มักเป็นบริษัทฝั่งตะวันตก ที่ตรงนี้อาจมีบริบทไม่เหมือนกันกับบ้านพวกเรา และก็แม้ว่าจะมีนิดหน่อยที่เป็นทวีปเอเชีย แม้กระนั้นพินิจได้ว่าเป็นหน่วยงานที่มีความต่างบางประการ โดยจะกล่าวถัดไปในส่วนท้าย ซึ่งอธิบายที่ตรงนี้ไว้ก่อนว่า ผมมิได้กำลังพูดว่าหนังสือเล่มนี้ใช้ไม่ได้ ไหมดีนะครับผม หากคนใดอยากทราบหนังสือเล่มนี้เป็นเยี่ยงไร หากว่าไม่มีเวลาหรือหาอ่านมิได้ในขณะนี้ ทดลองอ่านสรุปจากเว็บไซต์แห่งนี้ดูซิ เขาเขียนไว้ดีทีเดียว >> ข้อคิดเตือนใจจากหนังสือ Multipliers (หัวหน้าแบบทวีปัญญา)

แต่ว่าถ้าเกิดสรุปว่ากันที่นี้ ความเป็น Multipliers หรือผมขอใช้คำไทยตามหนังสือว่า ผู้ทวีปัญญา” ถ้าว่ากันโดยเข้าใจง่ายเป็น เป็นหัวหน้าโครงสร้างคน ส่งเสริม มองเห็นประสิทธิภาพของคนก้าวหน้า ตรงกันข้าม ถ้าเกิดเป็น ผู้บ่อนทำลายสติปัญญา” แบบอย่างก็อย่างเช่นประพฤติตัวเปรียบเสมือน เจ้าผู้ครองเมืองหมายถึงเก็บทรัพยากรทั้งหมดทุกอย่างไว้กับตัว ตกลงใจจากตนเองเป็นหลัก ซึ่งจะกล่าวว่าเผด็จการทางความนึกคิด ทางการจัดแจงนั้นก็ไม่เชิงเสียเชิงเดียว เนื่องจากยังมี ผู้บ่อนทำลายสติปัญญาโดยไม่ได้เจตนา” เป็นผู้ที่รู้เรื่องบางสิ่งบางอย่างไม่ถูก ได้แก่ รู้สึกว่าการเป็นหัวหน้า จำต้องเก่งทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง

จุดเด่นมากมายสำหรับการมีหัวหน้าแบบทวีปัญญาเป็น หน่วยงานจะอุดมไปด้วยคณะทำงานที่มีสมรรถนะ เปรียบเสมือนกลุ่มซึ่งมีแต่คนเต็มอกเต็มใจวิ่ง ไม่เดิน ไม่ถ่วง แน่ๆ แบบงี้ กลุ่มไปได้เร็ว ได้ไกล โดยถ้าพวกเราประยุกต์ใช้ หน้าที่หนึ่งของหัวหน้าอย่างงี้ ก็จะต้องติดไฟ ให้ความมั่นใจและความเชื่อมั่น แล้วก็ดึงดูดใจให้ วิ่ง” ลองนึกภาพว่าหากพวกเราเป็นหัวหน้า แล้วก็เอาไปใช้ในคณะทำงานหรือหน่วยงานบ้านพวกเรา ปัญหาแรกที่บางทีอาจโดนสวนกลับมาเป็น..

จะให้วิ่งไปไหน?..

แล้วหลังจากนั้นปัญหาจะตามมาประมาณว่า วิ่งเพราะอะไรให้เมื่อยล้า?.. ถ้าเกิดคุณนึกได้จะเห็นภาพชัด และก็บางทีอาจกำลังยิ้มหัวเราะกับภาวะการที่เป็นจริงแบบนี้ ด้วยด้วยเหตุว่าฐานรากของสังคมที่บางทีอาจไม่ใช่เจาะจงเมืองไทย แม้กระนั้นในหลายประเทศที่กำลังปรับปรุง อันมีพื้นฐานเรื่องงานว่าเป็นเงิน” ไม่ใช่ ค่า หรือสิ่งหวานใจสิ่งที่ต้องการทำ และไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนใดของจุดหมายชีวิต ซึ่งมีบ้างคนเลือกงาน เลือกทำ แม้กระนั้นก็จะต้องเห็นด้วยว่า ส่วนน้อย” รวมทั้งใช่ว่าจะไม่ถูกที่ใครกันแน่ ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ผลประโยชน์ คุณภาพชีวิตที่ยังไม่มากพอ การทำงานเพื่อเงินก็ย่อมจะต้องมาก่อน

หากจะมีข้องดเว้น ก็ย่อมเป็นหน่วยงานที่ใหญ่เพียงพอ มีฐานค่าตอบแทนรายเดือนที่สูง ผลประโยชน์ที่บรรเจิด และภาพลักษณ์หน่วยงานดีพอให้คนต้องการเข้าไปดำเนินการ แต่ว่าถ้าเกิดประเมินแล้ว ในบ้านพวกเรานั้น อาจมีไม่กี่หน่วยงาน และไม่กี่ตำแหน่งงานถ้าเกิดเทียบเคียงสัดท่วนทั่วทั้งประเทศ..

ดังต่อไปนี้ ถ้าดูแง่ดำเนินงานมันก็ทุกข์ยากลำบากตั้งแต่ต้น รากฐานการจัดการงานบุคคล 3Rs ก็ตกม้าตายตั้งแต่ แรก Recruitment การคัดสรร เลือกเฟ้น หรือรับสมัคร ก็ในเมื่อ คนโดยมากต้องการสมัครเข้ามาปฏิบัติงานเนื่องจาก จำเป็นต้องดำเนินการ หารายได้” เพียงเท่านั้น เมื่อหัวหน้าเพียรพยายามแสวงหา พรสรรค์ แรงกระตุ้น มันก็บางทีอาจไม่พบ หรือพบแม้กระนั้นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยอย่างมากเดี๋ยวนี้ ได้แก่ จุดมุ่งหมายเป็นคิดเงินไป ท่องเที่ยวที่หรู รถยนต์ราคาสูง ไปทำศัลยกรรม.. งาม/หล่อ รวมทั้ง ให้ชีวิตมองมั่งมี” มากมายถัดไป.. ซึ่งสำหรับผู้ที่เข้ามาปฏิบัติงานด้วยเหตุว่ามันเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งของชีวิตที่อาจมีแต่ว่าไม่มากมายนั้น ก็เกือบจะไม่ต้องการที่จะอยากหัวหน้ากระตุ้น ด้วยเหตุว่ามีแรงบันดาลใจตนเองอยู่แล้ว สิ่งนี้ซึ่งก็คือ หัวหน้าก็ควรจะไปกระตุ้นกรุ๊ปที่มิได้มีใจกับงานตั้งแต่แรก ซึ่งยาก..

แง่นี้ ไม่ถูก ถูก นั้นเรื่องหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่จะต้องเห็นด้วยกันเป็น เมื่อปฏิบัติงานด้วยเหตุว่าเงิน มันก็ไม่มีสิ่งจูงใจในสิ่งที่ทำ รวมทั้งหลายท่าน ตั้งใจเลือกงานที่ไม่ได้อยากใครกันแน่มากมายระตุ้น ดังเช่น การเป็นบุคลากรที่ทำงาน เป็นแอดไม่น ทั่วๆไป ก็จะดำเนินงานที่เป็นงานวนซ้ำ ทุกวัน ที่เขาจะไม่ลำบากและก็ถูกใจด้วยกับความปลอดภัย มั่นคงที่ตรงนี้ ที่จะมีเงิน (ต้นเหตุการทำงานหลักเข้ามาแน่นอนและก็ในส่วนหน่วยงานพวกเราถูกใจใช้คำว่า ผู้อยู่เบื้องหลัง” ในยามที่ยกย่อง แต่มีไม่กี่คนหรอกที่ทุ่มเทในความเป็น ผู้อยู่เบื้องหลัง” ได้จริงๆถูกใจมันได้จริงๆลึกล้วนต้องการส่งผลงานและก็คุณประโยชน์ ที่ในโลกเรื่องจริงเหมือนกับผู้อยู่เบื้องหลังจะมีมากจนเกินไป..

ผู้ที่เขาปรารถนาอยู่นิ่งไม่มีอันตรายในงาน ก็เกิดเรื่องยากสำหรับ ผู้ทวีปัญญา อย่างแน่แท้ ด้วยเหตุว่าจะแปลงเป็นมุมว่า บางทีอาจไปทำลายความสบาย ความยั่งยืนมั่นคงของเขา.. คนใดกันล่ะ จะยอม..

ระบบชุบเลี้ยง (Patronage System) ที่ฝังลึก..

จุดเริ่มแรกที่ไม่มีสิ่งจูงใจ อาจจะเริ่มจากการ ไม่อยากอยู่ ต้องการเป็น ต้องการทำ.. งานนี้ จะหาความสามารถที่สูงสุดของเขายังไงกันหากวันนี้ลูกน้องเป็นเพียงแค่พนักงานประจำ ที่มีบ้านมีรถยนต์จำเป็นต้องผ่อน ซึ่งอันที่จริงแล้ว เขาคนนั้นบางทีอาจเป็นคนวาดภาพเก่ง หรือ ขับร้องด้วยเหตุว่า เคยต้องการเป็นนักแสดง คุณในฐานะหัวหน้าจะพาเขาวิ่ง ในงานออฟฟิสได้เช่นไรแถมเมื่อเขาศึกษาค้นพบตนเอง เขาบางทีอาจหันไปวาดรูป ขับร้องเป็นงานนอกเวลา ต่อไปนี้ยิ่งเห็นว่างานประจำเป็นภาระหน้าที่ หรือเปล่าสำคัญเข้าไปใหญ่..

แน่ๆในหลายสาขาอาชีพ ทำเป็นเนื่องจากว่าเขาทราบว่า เขาเลือกไปเป็นอะไร” ทำอาชีพอะไร ตั้งแต่ต้น แต่ว่าตามที่กล่าวไป ในที่นี้ใช้คำว่า จำนวนมาก” เอาไว้ก่อน ที่ในอีกต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือคำว่า ระบบอุปถัมภ์ค้ำชู ดำเนินงานดีหัวหน้ามองเห็น แม้กระนั้น คนแก่” เกลียด ดำเนินงานเด่น ความรู้ความเข้าใจสูง แม้กระนั้นยังเด็ก” เหลือเกินจนกระทั่งการแสดงความรู้ความเข้าใจหลายครั้งนั้น มันเป็นการข้ามหน้า.. (เพียงพอเขียนและจากนั้นก็นึกออกว่า ผมก็เคยโดนมาพร้อมกับตนเองแจ่มแจ้งต่อให้ในงานที่เป็นลักษณะ ครีเอทีฟ ผลงานวัดกันได้กระจ่าง แม้กระนั้นเชื่อไหมว่า ถ้าเกิดเด็กขึ้นมาเป็นหัวหน้าก็มีปัญหามากมาย.. อยู่ดี

เมื่อเป็นแบบนี้ ถ้าเกิดหัวหน้าทวีปัญญา อุตสาหะสนับสนุนคนใดกันแน่ไปสักคน เขาบางทีอาจถูกคนที่อยู่รอบข้างบีบคั้นกลับมาให้ไม่กล้า ไม่ต้องการ ไม่วิ่งไปต่อก็เป็นไปได้ ในเมื่อจำต้องเสมือนว่า เด่น นำหน้าไปก่อนคนอื่นๆเขา ด้วยสังคมเอื้อหนุน ที่ราวกับจะดีนะ ถ้าหากไปไหนไปร่วมกันเป็นกลุ่ม แต่ว่าเรื่องจริงหาเป็นกลุ่มที่จริงจริงไม่..

หัวหน้าทวีปัญญาหนึ่งคนยกย่องลูกน้องคนหนึ่ง หลายครา ก็ไม่บางทีอาจทาน คนตามอิจฉาริษยา 4-5 คนบีบคั้น คนนั้นให้ตกไป และก็อยู่สบายใน Save Zone โซนไม่มีอันตรายไปดียิ่งกว่า.. เนื่องจากภายใต้ระบบอุปถัมภ์ค้ำชู ส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งก็คือคำว่า พวก” อาจมองว่าหากเก่งจริง ก็จำเป็นต้องพาทั้งองค์มือ วิ่งไปร่วมกันได้ แต่ว่าบนเรื่องจริง หัวหน้าใครอีกหลายๆคนไม่ได้มีแรง มีอำนาจขนาดนั้น เป็นเพียงแต่ผู้จัดการแผนก หัวหน้าหน่วย ที่สุดด้านหลังจำเป็นต้องยอมถอยมา รอคอย พวกกันเลยดีกว่า ไม่มีอันตราย มิเช่นนั้นไม่เพียงแค่ลูกน้องผู้ที่โดนดูจะโดนทำร้าย หัวหน้าเองบางทีอาจเอาตัวไม่รอดก็เป็นไปได้

รวมทั้งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด หัวหน้าสูงในมากมายหลากหลายองค์กร ไม่ได้ทวีปัญญา แม้กระนั้นโตด้วยเนื่องจากอุปถัมน์กันขึ้นมาเช่นเดียวกัน ถ้าหากใครกันแน่จะบากบั่นทวีปัญญา เชื่อเถอะว่า จำต้องฝ่าป่าพระอรหันต์นั้นไปให้ได้ (ซึ่งเป็นได้ยากสำหรับในการฝ่าหัวหน้าอื่นๆที่เป็นชนิดบ่อนทำลายสติปัญญารวมทั้งหากแม้เป็นหน่วยที่พัฒนาต่อได้ มองเก่ง มองล้ำเหลือเกิน มีหวังได้แตกเป็นเสี่ยงแยกกลุ่มนี้ เพื่อหวังดึงคนเก่งเกลื่อนกลาดออกไป พบอย่างงี้เข้าไป หัวหน้าทวีปัญญาไหน ก็ท้อเป็น

ถึงนี้บางทีอาจมองเปลี่ยนเป็นว่า ผมเขียนเรื่อง ผู้ทวีปัญญา หรือ Multipliers นี้แง่ลบเหลือเกิน หรือติเตียนสังคมบ้านพวกเรา แม้กระนั้นไม่มีเจตนาแบบนั้นเลย มันเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวของความเป็นจริง ที่ยังมีมุมอื่นอีกมากมาย แล้วก็ผมก็ยังเห็นดีเห็นชอบสวยในประเด็นนี้ เพราะเหตุว่าเชื่อเรื่อง Mindset แต่ทว่า ต้นสายปลายเหตุบุคคล กับเหตุห้อมล้อม หรือปัจจัยภายใน กับปัจจัยภายนอก ก็ล้วนมีส่วนทั้งสอง รวมทั้งจะต้องเห็นด้วยว่า ปัจจัยภายนอก เป็นสิ่งที่พวกเรายากจะไปทำอะไรกับมัน ก็หวังเพียงว่าพวกเราทุกคนที่ถึงแม้ไม่ใช่หัวหน้า จะพากเพียรเปลี่ยนแปลงค่าความนิยม ช่วยเหลือคนเก่ง เลิกยึดติดเพียงแค่ความศรัทธา ริษยา บ่อนทำลาย หรือดึงผู้อื่นให้จำต้องมาอยู่ระดับเดียวกับตนเองตลอด ดูความทัดเทียม ว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องเสมอกัน แล้วก็ตั้งมั่นในความเที่ยงธรรมตามที่เป็นจริง สังคมไทย จะได้มี Multipliers มากมายปรับปรุงคนไปในแบบเจริญรุ่งเรือง เที่ยงธรรม ฝ่าระบบเก่าๆค่าความนิยมเดิมอันที่กีดขวางความเจริญก้าวหน้าของคนให้พ้นไป.. ถัดไป